คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ข้อมูลน้ำ ฝน พายุ ข้อมูลน้ำประเทศไทย ข้อมูลฝนประเทศไทย คลังข้อมูลน้ำ National Hydro Informatics and Climate Data Center NHC คาดการณ์ฝนล่วงหน้า ผังน้ำเจ้าพระยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สสนก. องค์การมหาชน

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 50/2561 (ระหว่างวันที่ 4-10 ธ.ค. 61)

สัปดาห์นี้ความกดอากาศสูงกำลังอ่อนที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุณหภูมิเย็นเกือบตลอดสัปดาห์ ต่อมาความกดอากาศสูงแผ่เสริมลงมาปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน ประกอบกับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมบริเวณประเทศไทย อ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังแรง ส่งผลให้บางพื้นที่ของภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกมีฝนฟ้าคะนอง ส่วนภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช 349 มิลลิเมตร ประจวบคีรีขันธ์ 307 มิลลิเมตร และนราธิวาส 187 มิลลิเมตร และเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 4 อำเภอ 16 ตำบล 71 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,305 ครัวเรือน 18,270 คน

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 49/2561 (ระหว่างวันที่ 27 พ.ย.-3 ธ.ค. 61)

สัปดาห์นี้ความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นลงและมีอากาศเย็นตลอดทั้งสัปดาห์ ส่วนลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านทะเลอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของสัปดาห์ ส่งผลให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ในช่วงกลางสัปดาห์ และปริมาณฝนลดลงเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ห์ โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณจังหวัดชุมพร พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง พัทลุง นราธิวาส และปัตตานี ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช 146 มิลลิเมตร สงขลา 135 มิลลิเมตร และปัตตานี 97 มิลลิมเตร

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 48/2561 (ระหว่างวันที่ 20-26 พ.ย. 61)

ช่วงต้นสัปดาห์นี้บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมบริเวณตอนบนของประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นลงและมีฝนลดลง ส่วนหย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากพายุโทราจี ได้เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมภาคใต้ ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 22-23 พ.ย. 61 พายุโซนร้อน “อุซางิ” (USAGI) ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่งประเทศเวียดนามตอนล่างบริเวณปลายแหลมญวน ต่อมาได้เคลื่อนเข้ามายังประเทศกัมพูชาและปะทะกับบริเวณความกดอากาศสูง ส่งผลให้ภาคใต้ของประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่วัดได้จากระบบโทรมาตรของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช 153 มิลลิเมตร พังงา 145 มิลลิเมตร และสตูล 76 มิลลิเมตร

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 47/2561 (ระหว่างวันที่ 13-19 พ.ย. 61)

สัปดาห์นี้ความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวขึ้นไปปกคลุมบริเวณตอนบนของประเทศไทยตั้งแต่ตันสัปดาห์จนถึงปลายสัปดาห์ ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านบริเวณประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีอุณหภูมิสูงขึ้น และมีฝนตกปานกลางถึงตกหนักในบางพื้นที่ตลอดทั้งสัปดาห์ สำหรับลมตะวันออกที่พัดผ่านอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน มีกำลังปานกลาง ส่งผลให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกปานกลางถึงตกหนักกระจายตัวในบางพื้นที่ตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดปัตตานี 234 มิลลิเมตร นครศรีธรรมราช 108 มิลลิเมตร และสงขลา 134 มิลลิเมตร สำหรับพายุดีเปรสชัน “โทราจิ” อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ และคาดว่าจะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทยในช่วงวันที่ 19-21 พ.ย. 61 ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และสุราษฏร์ธานี

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 46/2561 (ระหว่างวันที่ 6-12 พ.ย. 61)

สัปดาห์นี้หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งประเทศมาเลเซียเคลื่อนตัวผ่านภาคใต้ของประเทศไทยลงสู่ทะเลอันดามัน ส่งผลให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 7-9 พ.ย. 61 และความกดอากาศสูงที่ปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบนอ่อนกำลังลง ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของสัปดาห์ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของสัปดาห์ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นลง ต่อมามีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดมาปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยในช่วงครึ่งหลังของสัปดาห์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีฝนตกในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 479 มิลลิเมตร ชุมพร 245 มิลลิเมตร และนครศรีธรรมราช 200 มิลลิเมตร

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 45/2561 (ระหว่างวันที่ 30 ต.ค.-5 พ.ย. 61)

สัปดาห์นี้ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงต้นสัปดาห์ และค่อยๆ เลื่อนลงมาปกคลุมบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากนั้นความกดอากาศสูงอ่อนกำลังลง ประกอบกับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทยและประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์และอ่อนกำลังลงในช่วงปลายสัปดาห์ ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นลง ส่วนภาคใต้มีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในช่วงกลางสัปดาห์และปริมาณฝนลดลงเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส 278 มิลลิเมตร ปัตตานี 193 มิลลิเมตร และสงขลา 123 มิลลิเมตร ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันทั้งสิ้น 57,624 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 81% ของความจุ สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 34,082 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเขื่อน ได้แก่ เขื่อนกิ่วคอหมา (108%) และเขื่อนหนองปลาไหล (101%)

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 44/2561 (ระหว่างวันที่ 23-29 ต.ค. 61)

สัปดาห์นี้ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตลอดทังสัปดาห์ ประกอบกับลมตะวันออกและลมตะวันตกเฉียงใต้พัดสอบกันบริเวณประเทศไทยตอนบนในช่วงต้นสัปดาห์ ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากกระจายตัวในช่วงต้นสัปดาห์ ต่อมาในช่วงกลางสัปดาห์หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวไทยเคลื่อนตัวจากอ่าวไทยผ่านภาคใต้ตอนล่างลงสู่ทะเลอันดามัน ส่งผลให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นในช่วงต้นสัปดาห์ถึงกลางสัปดาห์ หลังจากนั้นความกดอากาศสูงได้แผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนบนส่งผลให้ภาคใต้มีฝนลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางมีฝนลดลงและมีอากาศเย็นลงในช่วงกลางสัปดาห์จนถึงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดพัทลุง 159 มิลลิเมตร กระบี่ 139 มิลลิเมตร และพังงา 109 มิลลิเมตร ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ 57,759 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก และมีสถานการณ์น้ำล้นเขื่อน 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนกิ่วคอหมา(107%) และเขื่อนหนองปลาไหล(104%)

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 43/2561 (ระหว่างวันที่ 16-22 ต.ค. 61)

สัปดาห์นี้ความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอ่อนกำลังลง แต่ยังคงแผ่เป็นลิ่มลงมาปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามและทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทย มีกำลังปานกลาง ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นลงและมีฝนตกหนักกระจายตัวในบางพื้นที่ จากนั้นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชั่นบริเวณอ่าวไทยในวันที่ 19 ต.ค. 61 และเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในวันที่ 20 ต.ค. 61 และอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมอ่าวเมาะตะมะ ประเทศเมียนมาร์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ในช่วงวันที่ 20-22 ต.ค. 61 ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสตูล 155 มิลลิเมตร อุทัยธานี 148 มิลลิเมตร และตราด 142 มิลลิเมตร

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 42/2561 (ระหว่างวันที่ 9-15 ต.ค. 61)

ในช่วงต้นสัปดาห์ ความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและร่องมรสุมบริเวณภาคใต้เลื่อนลงไปพาดผ่านประเทศมาเลเซีย ประกอบกับพายุไซโคลน “ตีตลี” บริเวณอ่าวเบงกอลทวีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนฟ้าคะนองบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือและด้านตะวันตกของภาคกลาง ต่อมาในช่วงกลางสัปดาห์ ความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงแผ่เสริมลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอ่อนกำลังลงในช่วงปลายสัปดาห์ ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนลดลงและมีอากาศเย็นลงในตอนเช้า ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดพังงา 96 มิลลิเมตร สตูล 77 มิลลิเมตร และสมุทรปราการ 76 มิลลิเมตร สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกัน 18,884 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 12,188 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการน้ำเฉลี่ยในฤดูแล้งรวมไปถึงช่วงฤดูฝนของปี 2562

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 41/2561 (ระหว่างวันที่ 2-8 ต.ค. 61)

ในวันที่ 2-8 ต.ค. 61 ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ร่องมรสุมบริเวณตอนกลางของประเทศ เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคใต้ ประกอบกับลมตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้สัปดาห์นี้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนลดลง ส่วนภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ในช่วงต้นสัปดาห์ และลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ถึงปลายสัปดาห์ ส่วนภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 193 มิลลิเมตร ตราด 173 มิลลิเมตร และเพชรบุรี 166 มิลลิเมตร สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันทั้งสิ้น 56,679 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 80% ของความจุ สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 33,136 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเขื่อน ได้แก่ เขื่อนกิ่วคอหมา (103%) และเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกัน 18,674 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 11,978 ล้านลูกบาศก์เมตร

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 40/2561 (ระหว่างวันที่ 25 ก.ย.-1 ต.ค. 61)

ช่วงต้นสัปดาห์ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ และมีปริมาณฝนลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากนั้นกลับมามีฝนตกเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกปานกลางถึงตกหนักกระจายตัวในบางพื้นที่ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ถึงกลางสัปดาห์ และมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ ส่วนภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากกระจายตัวในช่วงต้นสัปดาห์ถึงกลางสัปดาห์ และมีฝนลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่วัดได้จากระบบโทรมาตรของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส 174 มิลลิเมตร อุดรธานี 136 มิลลิเมตร และพัทลุง 118 มิลลิเมตร ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันทั้งสิ้น 55,862 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 79% ของความจุ สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 32,319 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อนที่มีปริมาณน้ำกักเก็บ 80-100% มี 13 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ (86%) เขื่อนกิ่วคอหมา (94%) เขื่อนลำตะคอง (86%) เขื่อนน้ำอูน (99%) เขื่อนศรีนครินทร์ (91%) เขื่อนวชิราลงกรณ (89%) เขื่อนหนองปลาไหล (84%) เขื่อนคลองสียัด (88%) เขื่อนขุนด่านปราการชล (94%) เขื่อนประแสร์ (92%) และเขื่อนนฤบดินทรจินดา (93%) เขื่อนแก่งกระจาน (92%) และเขื่อนรัชชประภา (85%) ส่วนเขื่อนที่มีน้ำน้อยวิกฤต มี 2 เขื่อน ได้แก่เขื่อนแม่มอก (27%) และเขื่อนทับเสลา (27%)

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 39/2561 (ระหว่างวันที่ 17-24 ก.ย. 61)

ในวันที่ 18-21 ก.ย.61 พายุดีเปรสชั่นบริเวณประเทศจีนได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ปกคลุมบริเวณประเทศจีนและประเทศเวียดนาม ต่อมาหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวเบงกอล เหนี่ยวนำให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมบริเวณทะเลอันดามัน ด้านตะวันตกของประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่อง หลังจากนั้นช่วงวันที่ 22-24 ก.ย. 61 ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีฝนลดลง ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ 180 มิลลิเมตร นครนายก 153 มิลลิเมตร และขอนแก่น 147 มิลลิเมตร ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันทั้งสิ้น 55,690 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 79% ของความจุ สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 32,147 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเขื่อน ได้แก่ เขื่อนน้ำอูน (101%) โดยมีน้ำล้นเขื่อนมาตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. 61 รวม 54 วัน และเขื่อนที่มีปริมาณน้ำกักเก็บ 80-100% มี 11 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ (85%) เขื่อนกิ่วคอหมา (94%) เขื่อนลำตะคอง (85%) เขื่อนศรีนครินทร์ (92%) เขื่อนวชิราลงกรณ (91%) เขื่อนคลองสียัด (83%) เขื่อนขุนด่านปราการชล (90%) เขื่อนประแสร์ (85%) เขื่อนนฤบดินทรจินดา (90%) เขื่อนแก่งกระจาน (96%) และเขื่อนรัชชประภา (86%) ส่วนเขื่อนที่มีน้ำน้อยวิกฤต มี 2 เขื่อน ได้แก่เขื่อนแม่มอก (27%) และเขื่อนทับเสลา (26%) และเขื่อนขนาดใหญ่ 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกัน 17,917 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 11,221 ล้านลูกบาศก์เมตร

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 38/2561 (ระหว่างวันที่ 11-17 ก.ย. 61)

ช่วงต้นสัปดาห์มีร่องมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พาดผ่านบริเวณประเทศเมียนมา ลาว และเวียดนาม เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย หลังจากนั้นร่องมรสุมค่อยๆ เลื่อนลงมาพาดผ่านตอนบนของประเทศไทย และตอนกลางของประเทศไทยในช่วงปลายสัปดาห์ ส่วนพายุดีเปรสชั่น “TWENTYSEVEN” บริเวณด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะไต้หวัน เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “บารีจัต”(BARIJAT) ในวันที่ 11 ก.ย. 61 และเคลื่อนตัวผ่านเกาะไหหลำ เข้าสู่อ่าวตังเกี๋ยและอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนาม ในวันที่ 13 ก.ย. 61 ส่วนพายุซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “มังคุด”(MUNGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ เคลื่อนที่ผ่านตอนบนของประเทศฟิลิปปินส์เข้าสู่ทะเลจีนใต้ในวันที่ 15 ก.ย. 61 และเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศจีนตอนใต้และอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 16 ก.ย. 61 ส่งผลให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเขื่อนได้แก่ เขื่อนน้ำอูน(103%) โดยมีน้ำล้นเขื่อนมาตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. 61 รวม 47 วัน

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 37/2561 (ระหว่างวันที่ 4-10 ก.ย. 61)

ช่วงต้นสัปดาห์ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ส่งผลให้มีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ต่อมาในช่วงกลางสัปดาห์ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาร์ ประเทศเวียดนาม และประเทศจีนตอนใต้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากนั้นร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับลมมรสมุตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนตกหนักเพิ่มมากขึ้นบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และบางพื้นที่ของภาคใต้ ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันทั้งสิ้น 54,404 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 77% ของความจุ สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 30,862 ล้านลบ.ม. ซึ่งเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเขื่อนได้แก่ เขื่อนน้ำอูน (105%) โดยมีน้ำล้นเขื่อนมาตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. 61 รวม 40 วัน ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บ 548 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแก่งกระจาน (102%) มีน้ำล้นเขื่อนตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 61 รวม 36 วัน ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บ 724 ล้าน ลบ.ม.

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 36/2561 (ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.-3 ก.ย. 61)

ช่วงต้นสัปดาห์ถึงกลางสัปดาห์มีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาร์ ประเทศเวียดนามตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกปานกลางถึงตกหนักในบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ต่อมาในช่วงปลายสัปดาห์หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังปานกลางปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงมีกำลังปานกลาง ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่วัดได้จากระบบโทรมาตรของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดบึงกาฬ 151 มิลลิเมตร ตราด 147 มิลลิเมตร และนราธิวาส 106 มิลลิเมตร ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกัน 16,382 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 9,686 ล้านลูกบาศก์เมตร

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 35/2561 (ระหว่างวันที่ 21-27 ส.ค. 61)

ช่วงต้นสัปดาห์นี้ลมรมสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรง ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ต่อมาช่วงกลางสัปดาห์ถึงปลายสัปดาห์มีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณประเทศเมียนมาร์และประเทศลาวเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงมีกำลังแรง ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันทั้งสิ้น 52,876 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 75% ของความจุ สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้จริง 29,333 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเขื่อนได้แก่ เขื่อนน้ำอูน (110%) โดยมีน้ำล้นเขื่อนมาตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. 61 รวม 26 วันและเขื่อนแก่งกระจาน (107%) มีน้ำล้นเขื่อนตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. 61 รวม 21 วัน lสำหรับเขื่อนวชิราลงกรณถึงแม้ว่าน้ำจะไม่ล้นเขื่อน แต่มีปริมาณน้ำกักเก็บแล้วถึง 92% และมีการระบายน้ำผ่านทางระบายน้ำล้นตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 61

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 34/2561 (ระหว่างวันที่ 14-20 ส.ค. 61)

ช่วงต้นสัปดาห์นี้มีพายุโซนร้อน “เบบินคา”(BEBINCA)ก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ทางฝั่งตะวันออกของเกาะไหหลำ ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรง ต่อมาในช่วงกลางสัปดาห์พายุโซนร้อน “เบบินคา” เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบนและอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันปกคลุมประเทศลาวตอนบนและภาคเหนือของประเทศไทย หลังจากนั้นในช่วงปลายสัปดาห์พายุดีเปรสชันได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเมียนมาร์ ส่วนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อ่อนกำลังลงแต่ยังคงส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากระจายตัวทั่วทุกภาคของประเทศไทย และจากอิทธิพลของพายุลูกนี้ส่งผลให้มี 3 จังหวัด ที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่ม ได้แก่ จังหวัดน่าน พะเยา และเชียงราย ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดตราด 238 มิลลิเมตร น่าน 187 มิลลิเมตร และเชียงราย 171 มิลลิเมตร สำหรับเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเขื่อนได้แก่ เขื่อนน้ำอูน (101%) และเขื่อนแก่งกระจาน (109%) ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกัน 15,086 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 8,390 ล้านลูกบาศก์เมตร จากอิทธิพลพายุโซนร้อน “เบบินคา” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 33/2561 (ระหว่างวันที่ 7-13 ส.ค 61)

ช่วงต้นสัปดาห์มีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงที่ปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้มีฝนตกหนัก และมีฝนตกหนักมากในบางพื้นที่ ต่อมาร่องมรสุมเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านประเทศเมียนมาร์ ประเทศลาวตอนบน และประเทศเวียดนาม ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อ่อนกำลังลง แต่ยังคงส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักในพื้นที่ดังกล่าว หลังจากนั้นช่วงวันที่ 10 ส.ค. 61 หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ อีกทั้งลมมรสุมตะวันตกเฉียงมีกำลังแรงส่งผลให้ฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่วัดได้จากระบบโทรมาตรของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรสูงสุด3 อันดับแรก ได้แก่จังหวัดระนอง 356 มิลลิเมตร พังงา 301 มิลลิเมตร และชุมพร 260 มิลลิเมตร ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนมีน้ำล้นเขื่อนที่เขื่อนน้ำอูน (103%) และเขื่อนแก่งกระจาน (102%)

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 32/2561 (ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.-6 ส.ค. 61)

ช่วงต้นสัปดาห์นี้มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประเทศเวียดนามตอนบน และประเทศลาว ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พาดผ่านทะเลอันดามันและประเทศไทยยังคงมีกำลังแรง ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้มีฝนตกกระจายตัวอยู่ทั่วทุกบริเวณ และมีฝนตกหนักในบางแห่ง ต่อมาในช่วงกลางสัปดาห์ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พาดผ่านประเทศไทยมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้มีฝนตกหนักในบางแห่ง และในช่วงปลายสัปดาห์ประเทศไทยมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทวีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทั้งนี้ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่วัดได้จากระบบโทรมาตรของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดตราด 180 มิลลิเมตร จังหวัดน่าน 149 มิลลิเมตร และจังหวัดกาญจนบุรี 121 มิลลิเมตร

รายงานข้อมูลน้ำรายสัปดาห์ ครั้งที่ 31/2561 (ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ค. 61)

วันที่ 24 ก.ค. 61 พายุโซนร้อน “เซินติญ” ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศจีนตอนใต้ และอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลให้ช่วงต้นสัปดาห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ มีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง ต่อมาวันที่ 27 ก.ค. 61 ไปจนถึงปลายสัปดาห์มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ส่งผลให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่วัดได้จากระบบโทรมาตรของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสกลนคร 219 มิลลิเมตร ตราด 210 มิลลิเมตร และมุกดาหาร 204 มิลลิเมตร อีกทั้ง้เกิดดินถล่มบริเวณจังหวัดน่าน และเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด เช่น มุกดาหาร สกลนคร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี



สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และการเกษตร (องค์การมหาชน)
เลขที่ 108 อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์ ชั้น 8 ถนนรางน้ำ แขวงถนนพญาไท ราชเทวี กรุงเทพ 10400
0-2642-7132,     0-2642-7133     : info_thaiwaterhaii.or.th
ขอขอบคุณ
กรมชลประทาน กรมฝนหลวง กรมอุตุนิยมวิทยา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด
สถิติเว็บไซต์

Copyright © 2016 | HAII - All rights reserved.